Container Icon

เตาถ่านบริสุทธิ์และกลั่นน้ำส้มควันไม้

เตาถ่านบริสุทธิ์กลั่นน้ำส้มควันไม้

                 ปัจจุบันมีพืชผักจากต่างประเทศจำนวนมากหลั่งไหลเข้าไทย ถึงเดือนละนับพันตัน และยิ่งจะมีโอกาสเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากราคาพืชผักของเกษตรกรไทยไม่มีพื้นที่เป็นของตนเองอย่างแท้จริง เรียกว่ากำหนดราคาเองไม่ได้ ต้นทุนไม่คุ้ม ราคาขายจากสวนถูก แต่ไปแพงที่ตลาดกลางหรือร้าน่ขายปลีก การผลิดไม่มีระบบที่เพียงพอต่อความต้องการ พ่อค้ารับซื้อตลาดคนกลางทำกำไรมากว่าผู้ปลูก แต่..ผักพืชต่าง ๆที่นำเข้าเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพ ปนเปื้อนสารเคมี มีพิษสูงกว่าของไทยแน่นอน
                ฉะนั้น เกษตรกรไทย หรือคนไทยต้องเรียนรู้ที่จะเพาะปลูกและใช้แนวทางพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้มแข็ง ปลอดภัยและมั่นคงทางอาหารอย่างแท้จริง  บทความนี้ขอเสนอเตาผลิตถ่ายปลอดสารพิษ ได้ถ่านคุณภาพไม่ทำให้หม้อดำ ไร้ควัน ไฟแรง และได้น้ำส้มควันไม้มาใช้ปราบศัตรูพืชผักได้อย่างดี และดีต่อสุขภาพของผู้ปลูกและผู้บริโภคด้วย..




ข้อมูลสนับสนุนบทความนี้..















ต้นเอกมหาชัย ไม้มหัศจรรย์

ต้นเอกมหาชัย 


             นับเป็นไม้มหัศจรรย์ ให้คุณประโยชน์รอบด้าน สูงค่ามหัศจรรย์กว่าไม้อื่นใด แถมอายุยาวนาน 200-300 ปี ควรช่วยกันปลูก อนุรักษ์วิจัยต่อยอดให้ดียิ่ง ๆขึ้นต่อไป..


          เอกมหาชัย.. ทรงต้นสวย  ใบทึบ เหมาะในการปลูกให้ร่มเงา  ใบและเนื้อไม้มีสรรพคุณทางยาสูง   เนื้อผลมีน้ำเชื่อมทำเเอทานอล    เมล็ดมีเปอร์เซนต์น้ำมันคุณภาพสูงใช้บริโภคได้เทียบเท่าน้ำมันมะกอก   กากเมล็ดที่หีบน้ำมันแล้วนำไปทำปุ๋ย  เนื้อไม้นำไปทำเฟอร์นิเจอร์  ฯลฯ 




ภาพต้นเอกมหาชัย   ถ่ายจากศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น

สรรพคุณ

          คุณประโยชน์ของต้นไม้นี้ ไปรับทราบมาจากการสัมมนา พืชพลังงานทางเลือกใหม่  ที่สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดขอนแก่นจัดขึ้นเมื่อเดือนที่แล้ว  วิทยากรที่นำเสนอต้นไม้นี้คือ อาจารย์แฉล้ม  มาศวรรณาแห่งศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น  ภาพส่วนใหญ่ดิฉันนำมาจากไสลด์ของท่าน เว้นแต่ 2 ภาพข้างบนไปถ่ายเองค่ะ..

     ผู้อำนวยการคนแรกของศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นนำมาปลูกแล้วตั้งชื่อภาษาไทย.. เอกมหาชัย..ชื่อภาษาอังกฤษ คือ Raintree  หรือ Paradise  tree หรือ Bitter  wood  ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Simarouba  gauca   

  • เป็นไม้ยืนต้นให้ผลเมื่ออายุ  4-6 ปี  ให้ผลนานถึง 50-70 ปี

  • ติดผลในเดือนมีนาคม - เมษายน ของทุกปี

 

              

ภาพต้นเอกมหาชัยกำลังติดผล เต็มต้น


  • เมื่อต้นโตเต็มที่ให้ผล  15 - 20 กิโลกรัมต่อต้น

  • เนื้อผลมีน้ำตาล  11 - 16 เปอร์เซนต์  ใช้ทำเครื่องดื่ม   น้ำหมักชีวภาพ และเอทานอล

  • เนื้อในมีเมล็ดที่มีน้ำมันถึง  55 - 60 เปอร์เซนต์ เป็นน้ำมันคุณภาพดีไม่มีโคเรสเตอรอล เหมือนน้ำมันมะกอก  (ต้นอายุ 7-8 ปี ให้น้ำมัน 128-144 กิโลกรัมต่อไร่)

       




      

สรรพคุณ มีประโยชน์ทุกส่วน

  1. ผล 

        - ใช้ผลิตเอทานอล   ที่ประเทศอินเดียซื้อขายกันราคากิโลกรัมละ 5 บาท   ปลูก 1 ไร่ให้ผลผลิต  1.28 ตัน นำไปผลิตเอทานอลได้  1920 ลิตร

        - ใช้ทำน้ำเชื่อม ผสมในเครื่องดื่ม

        - ใช้ทำน้ำหมักชีวภาพ 

   2. เมล็ด

        - หีบได้น้ำมันดิบนำไปผสมดีเซล  นำไปทำ trans-esterified ได้ดีเซลชีวภาพ 100 เปอร์เซนต์  นำไปทำเนยเทียม หรือโกโก้เทียม 

       - กากเมล็ดที่หีบน้ำมันแล้ว ประมาณ 160 -240 กิโลกรัมต่อไร่  นำไปทำปุ๋ย

  3. สรรพคุณทางยา

      - ใบ  เนื้อไม้  เปลือกลำต้น  มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อโรค อะมีบา  โปรโตซัว  แบททีเรีย  ไวรัส  เชื้อรา มะเร็ง  ทำให้ใช้ทำยาแก้ไข้  หวัด  ปวดท้อง  บิด  ท้องเสีย  ท้องร่วง  ลดอาการเจ็บปวด  ห้ามเลือด  สมานแผล  เพิ่มเม็ดเลือดแดง  ลดน้ำตาลในเลือด

      - ใบ  ใช้แก้โรครูมาติซึ่ม (ปวดตามข้อ) หรือใช้ทำครีม ทาแก้ปวด  แก้ฟกซ้ำ/คัน

      - กลุ่มสารเคมีหลักที่เป็นตัวยาในเอกมหาชัยคือ Quassinoids  ที่ประกอบด้วย ailanthinone  glaucaru  binone  holacanthon  ต่อต้านเชื้อมาเลเรีย  เซลล์มะเร็ง  มะเร็งเม็ดเลือดขาว  มะเร็งต่อน้ำเหลือง  เนื้องอก

   4 ลำต้น

        - เจริญเติบโตเร็ว ปีละ 2 เมตร ร่มรื่น เหมาะ ปลูกสองข้างทางเพื่อให้ร่มเงา  ปรับภูมิทัศน์ วัว/ควายไม่กินเพราะใบขม

       - เนื้อไม้มีสีน้ำตาลอ่อน  สวย  ทนแมลง  ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์  ของเล่นเด็ก  ไม้ขีดไฟ  กระดาษ

         

            เป็นไม้ที่น่าสนใจมาก ใครมีที่ทาง น่าจะปลูกไว้.. ติดต่อขอต้นกล้าได้ที่อาจารย์แฉล้ม   มาศวรรณา ศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่น ท่านกำลังส่งเสริม  ล่าสุดได้ทราบว่าส่งไปปลูกป่าที่จังหวัดบุรีรัมย์หลายพันไร่... อยู่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็มีนับร้อยต้น..(ตรงข้ามกับอุทยานเกษตรไปทางโรงเรียนสาธิตฯ)

  • ระยะปลูกที่แนะนำคือ   5 x 5 เมตร

     ของดีที่คนอีกมากมายไม่รู้ ต้องส่งเสริมป่า สร้างสีเขียว โอโซนให้โลกเรา โปรดบอกต่อเป็นวิทยาทานให้มากยิ่งไป...


ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม : อ้อ  ขอนแก่น



ชมคลิปแนะนำ... 



หว้า

หว้า


               หว้า (อังกฤษJambolan plum, Java plumชื่อวิทยาศาสตร์Syzygium cumini) เป็นไม้ประเภทไม้ยืนต้น มีถิ่นกำเนิดจากอินเดียจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในไทยพบทั่วไปตามป่าดิบชื้นและป่าผลัดใบ

 หว้ามีทั้งพันธุ์ลูกใหญ่ และลูกเล็ก  

        หากจะปลูกเพื่ออาหารและการค้าต้องเลือกให้ดี หากจะปลูกเพื่ออนุรักษ์เป็นป่า และอาหารสัตว์ป่าก็พันธุ์ผลเล็ก มีแจกฟรีตามสถานีเพาะพันธุ์กล้าไม้โครงการป่าไม้ต่าง ๆ

“หว้า” มีคุณค่าทางโภชนาการคือ ในผลหว้าจะประกอบด้วย น้ำตาล วิตามินซี มีแคลเซียม(สูง) และเหล็ก
ส่วนในเมล็ดหว้าจะมีสารอัลคาลอยด์ น้ำมันหอมระเหย ฟอสฟอรัส และแคลเซียม



สรรพคุณของหว้าและวิธีใช้

เปลือกและใบหว้า ใช้ทำยาอม ยากวาดคอ แก้ปากเปื่อย ลิ้นและคอมีเม็ด

ใบและเมล็ดหว้า ใช้แก้บิด มูกเลือด ท้องเสีย นำใบและเมล็ดหว้ามาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ในการชะล้างแผลเน่าเปื่อย หรือนำใบและเมล็ดหว้ามาตำแล้วใช้ทาแก้โรคผิวหนัง

เมล็ดหว้า เมล็ดหว้าเมื่อนำมาต้มหรือบด แล้วนำมารับประทาน มีสรรพคุณใช้แก้เบาหวาน แก้บิด แก้ท้องร่วงได้

"ผลหว้าสุก" จะลักษณะสีม่วงดำ และมีรสเปรี้ยวฝาดอมหวาน จึงสามารถนำมาใช้ในการทำไวน์ได้ดี ส่วนยอดอ่อนของหว้า สามารถใช้รับประทานเป็นผักสด

เครื่องดื่มน้ำลูกหว้า

ส่วนผสม..

  1. -ผลลูกหว้าล้างสะอาดฝานเอาแต่เนื้อ 3 ถ้วยตวง
  2. -น้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวง
  3. -เกลือป่น 1 ช้อนชา
  4. -น้ำสะอาด 2 ลิตร
  5. -น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

1.นำเนื้อลูกหว้าที่ฝานไว้แล้ว ใส่ลงในหม้อ เติมน้ำนำไปตั้งไฟจนเดือด จากนั้นยกลง
2.กรองเอากากออก เติมน้ำเชื่อม เกลือป่น และน้ำมะนาว ตั้งไฟให้เดือดอีกครั้ง ยกลง
3.ตั้งน้ำลูกหว้าทิ้งไว้ให้เย็นแล้วเทใส่ขวดที่ล้างสะอาดและลวกน้ำร้อนแล้วปิดฝานำไปแช่ตู้เย็นดื่มใสน้ำแข็ง
4.วิธีเสิร์ฟ ตักน้ำแข็งใส่แก้ว รินน้ำลูกหว้าใส่ เสิร์ฟได้ทันที

คุณค่าทางโภชนาการ :

           ในผลลูกหว้าจะประกอบไปด้วยสารอาหารต่างๆ พลังงาน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย

สรรพคุณทางยา :

           แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน เมารถเมาเรือ ช่วยให้เจริญอาหารกินข้าวได้ลดการจับตัวของลิ่มเลือด ช่วยย่อยอาหารโดยเพิ่มการหลั่งน้ำดีและน้ำย่อยต่างๆด้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยต้านมะเร็ง


รูปภาพประกอบเนื้อหา :
































ข้อมูลเพิ่มเติม :





การปลูกอ้อยคั้นน้ำ

การปลูกอ้อยคั้นน้ำพืชที่คนมองข้ามกำไรงาม



อากาศร้อนๆแบบนี้หากคิดถึงเครื่องดื่มเย็นๆหวานเจี๊ยบล่ะก้ออ..ผู้เขียนขอแนะนำน้ำอ้อยคั้นน้ำที่ช่วยดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดีเลยหล่ะคร๊าบ...วันนี้ blogger farmfriend เลยจะขอเสนอวิธีการปลูกและดูแลรักษาอ้อยคั้นน้ำ ที่จะสร้างรายไดีให้เกษตรกรเป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว...


อ้อยที่นิยมนำมาคั้นน้ำและเป็นอ้อยเคี้ยวนั้น เปลือกและเนื้อจะนิ่ม เคี้ยวง่าย ให้ปริมาณน้ำอ้อยสูง รสชาติหอมหวาน อร่อย อย่างเช่น อ้อยพันธุ์ สิงคโปร์ เมอริชาร์ต สุพรรณบุรี 50 สุพรรณบัรี 72 เป็นต้น...




การปลูกอ้อยคั้นน้ำนั้นเกษตรกรกำลังนิยมปลูกกัยมากขึ้นเพราะให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงมาก เมื่อเทียบกับการปลูกอ้อยโรงงาน และตลาดการบริโภคน้ำอ้อยสดก็กำลังขยายเป็นที่นิยมมากขึ้น
เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยคั้นน้ำกล่าวว่า ปลูกอ้อยคั้นน้ำพันธุ์ เมอริชาร์ต และสิงคโปร์ พื้นที่หนึ่งไร่ ปลูกอ้อยได้ 1,060 กอ โดยใช้ระยะปลูก 1.5x 1 เมตร หลังปลูกได้ 8 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยอ้อยแต่ละกอจะให้ผลผลิตประมาณ 5-6 ลำ เฉลี่ยพื้นที่ 1 ไร่จะอยู่ที่ประมาณ 5,000 ลำ อ้อยคั้นน้ำขายที่ลำละ 10 บาท ทำให้มีรายได้สูงถึงไร่ละ 50,000 บาท เลยทีเดียว แต่ถ้านำมาคั้นน้ำบรรจุขวด อ้อยหนึ่งลำจะคั้นน้ำได้ 3-4 ขวด (ขวดขนาด 350 ซีซี) ขายราคาขวดละ 10 บาท ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ถึง 150,000-200,000 เลยทีเดียว นับว่า อ้อยคั้นน้ำเป็นอีกพืชทางเลือกที่จะส่งผลตอบแทนให้เกษตรกรได้ดีเลยทีเดียว....





พันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่ผู้เขียนจะแนะนำนั้นคือพันธุ์ สุพรรณบุรี 50 จะมีลักษณะใบสีเขียวเข้ม ลำขนาดใหญ่ สีเขียวอมเหลือง ปล้องยาว ให้ผลผลิตต่อกอ 5-6 ลำ ไว้ตอได้ 3-4 ครั้ง ต้านทานต่อโรคลำต้นเน่าแดง อายุการเก็บเกี่ยวที่ 8 เดือน ให้ผลผลิตต่อไร่สูงถึง 4,600-5,200 ลิตร มีค่าความหวานอยู่ที่ 15-17 องศาบริกซ์ เหมาะสำหรับปลูกทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน..นับว่าเป็นสายพันธุ์อ้อยคั้นน้ำที่ทนต่อทุกสภาพพื้นที่ ทนต่อโรค ให้ปริมาณน้ำอ้อยเยอะ ให้ความหวานสูง ปลูกครั้งเดียวไว้ตอได้ 3-4 ครั้ง ทำให้ลดต้นทุนในการปลูกได้มาก ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น.....




การปลูกอ้อยคั้นน้ำนั้นเราจะต้องมีการเตรียมดินก่อน...

การเตรียมดิน




- ในสภาพที่ลุ่ม ต้องขุดเป็นรองหรือยกร่อง โดยมีสันร่องกว้าง 5-6 เมตร ความยาวร่องตามขนาดพื้นที่ และให้มีคูน้ำรอบแปลงลึกประมาณ 1 เมตร ในสภาพที่ดอน เป็นการปลูกในพื้นที่ราบจึงควรมีการปรับระดับพื้นที่ให้มีความลาดเอียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์

- ถ้าดินมีอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1.5 เปอร์เซ็นต์ ควรหว่านปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกที่ย่อยสลายดีแล้วอัตรา 1,000-2,000 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนกลบ

- ไถด้วยผาลสาม 1 ครั้ง ลึก 30-50 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวนด้วยผาลเจ็ด 1-2 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปี ออกจากแปลง

- ในสภาพที่ลุ่ม ให้ทำร่องปลูกตามแนวขวางบนสันร่อง ระยะระหว่างร่อง 0.75-1.0 เมตร ในสภาพที่ดอน ให้ยกร่อง ระยะระหว่างร่อง 1.2-1.5 เมตร

การเตรียมท่อนพันธุ์อ้อยคั้นน้ำ



- ใช้ท่อนพันธุ์อายุ 6-8 เดือน จากแหล่งและแปลงที่ไม่มีโรคลำต้นเน่าแดงระบาด หรือจัดทำแปลงพันธุ์ไว้ใช้เอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต โดยเตรียมแปลงพันธุ์ 1 ไร่ สำหรับแปลงปลูก 10 ไร่

- ใช้มีตัดลำอ้อยชิดโคน และตัดยอดอ้อยต่ำกว่าคอใบสุดท้ายที่คลี่แล้วประมาณ 20 เซนติเมตร ลอกกาบใบ ตัดอ้อยเป็นท่อน จำนวน 3 ตาต่อท่อน แล้วนำไปปลูกทันที ไม่ควรทิ้งไว้เกิน 7 วัน

- ตรวจแปลงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบการระบาดของโรคลำต้นเน่าแดง ต้องขุดกออ้อยออก เผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที


วิธีการปลูกอ้อยคั้นน้ำ




- ปลูกเป็นแถวเดี่ยวทั้งในแปลงพันธุ์และแปลงปลูก

- วางท่อนพันธุ์ในร่อง ให้มีระยะระหว่างท่อน 50 เซนติเมตร

- กลบดินให้สม่ำเสมอ หนา 3-5 เซนติเมตร สำหรับพันธุ์สุพรรณบุรี 50 และหนา 1-2 เซนติเมตร สำหรับพันธุ์สิงคโปร์

การให้ปุ๋ยอ้อยคั้นน้ำ

- ให้ปุ๋ยเคมีหลังปลูก หรือหลังแต่งตออ้อย 2 ครั้ง

ดินร่วน ดินร่วนเหนียว หรือ ดินเหนียว ให้ปุ๋ยสูตร 16-8-8 ครั้งแรกเมื่ออายุ 1 เดือน อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 3 เดือน อัตรา 40 กิโลกรัมต่อไร่

ดินร่วนปนทราย ให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ครั้งแรกพร้อมปลูก อัตรา 30 กิโลกรัมต่อไร่ ครั้งที่สองเมื่ออายุ 3 เดือน อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่

- ในอ้อยปลูก ให้ปุ๋ยแบบโรยเป็นแถวข้างกออ้อยแล้วพรวนกลบ ในอ้อยตอ ให้ฝังกลบปุ๋ยห่างจากกออ้อย 10-15 เซนติเมตร


การให้น้ำสำหรับอ้อยคั้นน้ำ




- ให้น้ำทันทีหลังปลูก เพื่อให้อ้อยงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นให้น้ำทุก 2-3 สัปดาห์

ในสภาพที่ลุ่ม ให้น้ำโดยการตักน้ำสาดหรือใช้เครื่องสูบน้ำวางลงในเรือขนาดเล็ก สูบน้ำจากร่อง

ในสภาพที่ดอน ให้น้ำประมาณครึ่งร่อง โดยไม่ต้องระบายน้ำออก

- งดให้น้ำ 2 สัปดาห์ก่อนเก็บเกี่ยว ถ้าในช่วงเก็บเกี่ยวมีฝนตกหนัก ต้องระบายน้ำออกจากร่องทันทีให้เหลือไม่เกินครึ่งร่อง

ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม

- เก็บเกี่ยวอ้อยที่อายุประมาณ 8 เดือน

- น้ำอ้อยมีความหวาน 13-17 องศาบริกซ์

- ลำอ้อยมีความยาวไม่น้อยกว่า 2 เมตร

- ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเข้าหรือเย็น ขณะที่อากาศไม่ร้อนจัด

วิธีการเก็บเกี่ยวอ้อยคั้นน้ำ


- ตัดเฉพาะลำอ้อยที่มีอายุ 8 เดือน สังเกตได้คือ พันธุ์สุพรรณบุรี 50 จะมีลำสีเขียวอมเหลือง สำหรับพันธุ์สิงคโปร์ จะมีสีเหลืองเข้ม

- ใช้มีดถากใบและกาบออกทั้งสองด้าน อย่าให้เปลือกหรือลำเสียหาย ตัดลำอ้อยชิดดิน แล้วตัดยอดอ้อยต่ำกว่าจุดคอใบประมาณ 25 เซนติเมตร วางบนแคร่หรือพื้นที่สะอาด ห้ามวางบนพื้นดินใช้ยอดอ้อยหรือเชือกฟางมัดโคนและปลายลำอ้อย มัดละ 10 ลำ แล้วใส่รถบรรทุกนำส่งให้ลูกค้าทันที หรือนำไปไว้ในที่ร่มเพื่อเตรียมจัดส่ง 



ข้อมูลเพิ่มเติม :คลิก

แหล่งข้อมูลที่น่าสนใจ (เลื่อนลงด้านล่าง)


















ขอบคุณที่มาของข้อมูลต่าง ๆ ไว้ ณ ที่นี้

การปลูกเตยหอม ครั้งเดียวระยะยาวนับ 10 ปี

การปลูกเตยหอม

             เตยหอม พืชที่ไม่ได้มีเฉพาะความหอมเท่านั้น แต่มาพร้อมสีเขียวตามธรรมชาติเหมาะสำหรับเพิ่มสีสันให้อาหาร อีกทั้งน้ำเตยหอมยังมีสรรพคุณบำรุงหัวใจด้วย
             พบว่าชาวชนบทส่วนใหญ่มีการปลูกเตยหอมไว้ตามครัวเรือนจำนวนมาก สำหรับประกอบอาหารในครัวเรือน เช่น เพิ่มความหอมของขนมหวาน หรือนำใบเตยมาตำให้ละเอียดและบีบน้ำ จะได้สีเขียวของใบเตยและมีกลิ่นหอมด้วย ที่พบบ่อย ๆ คือ ขนมชั้นและวุ้น นอกจากนี้ มีการนำใบเตยกำใหญ่ ๆ ใส่ไว้ในรถเพื่อขจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
            เตยหอมมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pandanus amaryllifolius Roxb. วงศ์ Pandanaceae ชื่อสามัญ Pandanus Palm, Fragrant Pandan, Pandom wangi. ชื่ออื่น ๆ เช่น ปาแนะวองิง (มาเลเซีย-นราธิวาส)ใบส้มม่า (ระนอง) ส้มตะเลงเครง (ตาก) ส้มปู (แม่ฮ่องสอน), ส้มพอดี ผักเก็งเค็ง (ภาคเหนือ)
           ใบเตยประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหย และมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์ ซึ่งในน้ำมันหอมระเหยประกอบไปด้วยสารหลายชนิด เช่น ไลนาลิลอะซีเตท (Linalyl acetate) เบนซิลอะซีเตท (Benzyl acetate) ไลนาโลออล (Linalool) และเจอรานิออล (Geraniol) และสารที่ทำให้มีกลิ่นหอมคือ คูมาริน (Coumarin) และเอทิลวานิลลิน (Ethyl vanillin)

            “เตย” เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวลักษณะแตกกอเป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นเป็นข้อ ใบออกเป็นพุ่มบริเวณปลายยอด เมื่อโตจะมีรากค้ำจุนช่วยพยุงลำต้นไว้ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวขึ้นไปจนถึงยอด
            ลักษณะใบยาวเรียวคล้ายใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเป็นมัน เส้นกลางใบเว้าลึกเป็นแอ่ง ถ้าดูด้านท้องใบจะเห็นเป็นรูปคล้ายกระดูกงูเรือ ใบมีกลิ่นหอม
            สำหรับส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์คือ ต้น ราก และใบสด “ต้น” และ “ราก” ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้กระษัย “ใบสด” ตำพอกโรคผิวหนัง รักษาโรคหืด น้ำใบเตย ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น ใบสดไม่จำกัดผสมในอาหาร ทำให้อาหารมีรสเย็นหอม รับประทานแล้วทำให้หัวใจชุ่มชื่น หรือเอาใบสดมาคั้นน้ำรับประทาน ครั้งละ 2-4 ช้อนแกง ใช้ผสมอาหาร แต่งกลิ่น ให้สีเขียวแต่งสีขนม

การทำน้ำใบเตย


1.นำใบเตยสดล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเท่าข้อนิ้วมือ จากนั้นนำใบที่หั่นไปปั่นโดยใส่น้ำตามไปด้วย ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ
2.นำใบเตยที่ปั่นแล้วมากรองเอาแต่น้ำ
3.นำน้ำใบเตยที่กรองแล้วมาต้มและผสมเครื่องปรุง โดยใส่เกลือ 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ จากนั้นคนให้เข้ากัน เก็บใส่ภาชนะไว้ดื่มดับกระหาย คลายร้อน

เคล็ดลับการปลูกเตยหอม


              เตย เป็นพืชครึ่งบกครึ่งน้ำชนิดหนึ่งที่มีใบสีเขียวยาว มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ใบเล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่ปลูก ใบเตยจะขึ้นอยู่ในพื้นที่ใดก็ได้ แต่ต้องมีน้ำเพียงพอต่อการดำรงชีวิตและการเติบโตของต้นเตยได้ ส่วนใหญ่ต้องปลูกตามชายน้ำ
             เตยหอมเป็นพืชที่หลาย ๆ ท่านมองข้าม ทั้ง ๆ ที่ใบเตยนั้นมีราคาและคุณประโยชน์มากมายเลยทีเดียว วิธีการปลูกและการดูแลแสนจะง่าย ขายราคาก็สูง แถมเป็นพืชที่ตลาดต้องการไม่น้อยกว่าพืชชนิดอื่น ๆ
              การปลูกต้นเตยนั้นไม่จำเป็นต้องมีพื้นที่กว้างมาก นอกเสียจากว่าเราต้องการปลูกเพื่อการค้า ก็สามารถทำได้ เพียงให้ใกล้แหล่งน้ำเท่านั้น เมื่อเตรียมพื้นที่ได้แล้วก็ต้องเลือกต้นมาลงปลูก วิธีการเลือกต้นเพื่อนำมาลงปลูกนั้นควรเป็นต้นที่มีลักษณะมีเหง้าและรากที่สมบูรณ์ สูงประมาณ 8-10 นิ้ว
              การปลูกเตยหอมจะต้องมีพื้นที่เพาะปลูก ต้องใกล้น้ำค่อนข้างแฉะ มีน้ำหมุนเวียนตลอดปี มีร่มเงารำไรให้ต้นเตยไม่โดนแสงแดดโดยตรง หรือตามร่องสวน ตามชายบ่อน้ำ
             ส่วนการปลูกในพื้นนา มีการเตรียมดินคล้ายกับการทำนา แต่ทำเพียงครั้งเดียว ก่อนปลูกเพื่อให้พื้นที่เรียบ ระบบน้ำดูแลง่าย ส่วนทางเดินเข้าเก็บเกี่ยวเตยหอมขึ้นอยู่ตามความสะดวกสบายที่ผู้ปลูกต้องจัดการและวางแผนเองตามความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกและขนาดพื้นที่
              ก่อนปลูกต้องใช้ตาข่ายขึงพรางแสง ความโปร่งแสง 60% เหนือบริเวณที่ปลูก โดยทำเป็นโรงเรือน แต่อย่าให้ร่มเกินไป จะเป็นการทำให้ต้นไม้โตช้า ใบสั้น และไม่เป็นที่ต้องการของตลาด จากนั้นต้องเปิดน้ำเข้าแปลง สูงประมาณ 1 ฝ่ามือ หรือประมาณ 15 เซนติเมตร เตรียมต้นพันธุ์เตยหอมที่แข็งแรงที่มีรากปักลงในแปลง โดยทำเหมือนการดำนา ดูแลระบบถ่ายเทน้ำ ดูแลไม่ให้ต้นที่ปักดำลอยขึ้นมา ทิ้งไว้ 1-2 เดือน จึงเพิ่มปริมาณน้ำขึ้น
            หลังจากปลูก 6-7 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ การเก็บเกี่ยวใช้มีดตัดยอด อย่าเสียดายยอด การตัดยอด 1 ยอด ทำให้เกิดยอดใหม่มากมาย โดยเฉลี่ยตัดไป 1 ยอด จะได้ยอดใหม่ 3-5 ยอด
จะเห็นได้ว่า “เตยหอม” พืชสารพัดประโยชน์ ปลูกง่าย ขายดี เจริญเติบโตดี โดยเฉพาะพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำ

ข้อมูลเพิ่มเติม :





















การทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ 7 ขั้นตอน

การทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ 7 ขั้นตอน



            ในการบังคับให้มะนาวออกดอกติดผลนอกฤดู ก็คือการทำให้มะนาวออกดอกในเดือนตุลาคม ดังนั้นเดือนกันยายนเกษตรกรผู้ปลูกมะนาวต้องงดปุ๋ย งดน้ำ เพื่อที่จะบังคับมะนาวให้มีผลผลิตนอกฤดู โดยมีขั้นตอนดังนี้

 1. ตัดแต่งกิ่งและเด็ดผลมะนาวที่เหลือบนต้นออกให้หมด เพื่อบำรุงต้น เร่งการสร้างยอดใหม่ ใบใหม่ เพราะผลมะนาวที่คุณภาพดีที่สุดคือผลที่เกิดจากยอดใหม่ ผลที่เกิดจากกิ่งเก่าคุณภาพจะด้อยลงมา ผลที่คุณภาพต่ำสุดคือผลที่เกิดติดกิ่ง

 2. หลังตัดแต่งกิ่งเสร็จใช้ปุ๋ยเคมี 15 – 15 – 15 ใส่หนึ่งกำมือต่อวง หากไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ต้นจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าที่ควร และพบอาการผลเหลืองที่ไม่ได้เกิดจากอาการม้านแดดมากกว่าปกติ เนื่องจากการให้ผลผลิตในปีที่ผ่านมา ต้นมะนาวใช้ธาตุอาหารในการเลี้ยงลูกในปริมาณที่มากนั้นเอง จึงจำเป็นต้องได้รับปุ๋ยเคมีบ้าง 

3. เพิ่มวัสดุปลูกในวงบ่อเนื่องจากในแต่ละปีวัสดุปลูกจะยุบลงผุพังไปบ้างในปีที่ผ่านมา อาจเพิ่มกาบมะพร้าว เศษฟาง ใบไม้ หรือขี้เถ้าแกลบ ซึ่งวัสดุพวกนี้จะช่วยเก็บความชื้นได้เป็นอย่างดีและยังเป็นวัสดุที่ช่วยเก็บรักษาปุ๋ยที่จ่ายมาทางระบบน้ำก่อนจะค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้ต้นมะนาวใช้ ป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารอันเกิดจากการไหลบ่า หรือการระเหย

 4. ให้ใช้ปุ๋ยชีวภาพที่ได้จากการหมักหอยเชอรี่ 30 กก. เศษผลไม้ 10 กก. กากน้ำตาล 10 กก. สารเร่งพด.2 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ20 ลิตร (สูตรนี้สามารถใช้ฉีดพ่นทางใบ ในอัตรา 20 - 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตรได้) ในส่วนของการให้ปุ๋ยชีวภาพทางระบบน้ำนั้น เทคนิคคือใช้ปุ๋ยชีวภาพในอัตรา 5 ลิตร ต่อน้ำ 1,250 ลิตร ให้ทุก 5 - 7 วัน โดยจะให้ครั้งละ 3 – 5 นาที เพื่อให้เศษวัสดุบริเวณโคนต้นชุ่มก็พอ หลังจากนั้นก็ให้น้ำตามปกติ เพราะน้ำจะค่อย ๆ ละลายธาตุอาหารลงไปให้ต้นมะนาวและยังเป็นการใช้ปุ๋ยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 5. ในระยะนี้ต้องดูแลสวนมะนาวให้ดี เนื่องจากมีโรคและแมลงเข้าทำลายในระยะยอดอ่อน คือ เพลี้ยไฟ และโรคแคงเกอร์ ควรใช้สารกำจัดแมลงที่สกัดจากสมุนไพรทางธรรมชาติ เช่น สมุนไพรที่ มีรสเผ็ด ขม เหม็น เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด สะเดา หรือบอระเพ็ด คือให้ใช้สมุนไพรดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่ง 30 กก. กากน้ำตาล 10 กก. สารเร่งพด.7 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ 30 ลิตร หมัก 20 วัน นำมาฉีดพ่นในอัตรา 25 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7 - 15 วัน ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และควรใช้ในระยะก่อนเก็บเกี่ยวไม่น้อยกว่า 2 เดือน

 6. ให้งดน้ำและงดปุ๋ยมะนาวจนเห็นว่าใบเหี่ยวและหลุดร่วงประมาณ 50 – 60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นก็ให้น้ำตามปกติ ปุ๋ยเคมีที่ใช้เพื่อเปิดตาดอกในระยะนี้ คือ ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12 – 24 – 12 หรือ 15 – 30 -15 ปริมาณ 1 กำมือต่อวงบ่อ และควรรดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้ปุ๋ยละลายต่อไป สำหรับเกษตรกรบางท่าน เลือกใช้วิธีพลาสติกคลุมบ่อในช่วงนี้ด้วย แต่ต้องพิจารณาปัจจับที่ว่า พลาสติกก่อให้เกิดไอน้ำเกาะบริเวณผิวด้านในพลาสติก ซึ่งทำให้ลดความชื้นในดินยาก หากจะให้ได้ผลดี ในวันที่แดดออกต้องแกะพลาสติกออกให้น้ำระเหย หากฝนตกต้องคลุมพลาสติก เป็นการจัดการที่ยากในกรณีที่ไม่มีแรงงานเพียงพอ

 7. หลังติดดอกแล้วก็ให้น้ำตามปกติเช้า – เย็น (ระบบน้ำหยดจะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที) จนกระทั่งมะนาวออกผลผลิต ก็เป็นจบขั้นตอนการทำมะนาวนอกฤดู


ข้อมูลเพิ่มเดิม :
 http://lemom-farm.blogspot.com
 http://www.ecepost.com/viewtopic.php?id=701957044